ทริปญี่ปุ่น(1) : เที่ยวไปตามใจทัวร์.. นารา เกียวโต

 

ทริปต่างประเทศครั้งแรก!
ในที่สุดก็ได้ไปด้วยเงินจากน้ำพักน้ำแรง(น้ำตา)ของตัวเอง ..ภูมิใจสุดๆ

ที่จริงอยากแบ็กแพ็กไปเองเลย แต่ไม่เคยไปต่างประเทศมาก่อนเลยเริ่มป๊อด
แต่ถ้าไม่ได้เดินเที่ยวโตเกียวเองนี่ ตูไม่ไปเลยดีกว่า!
เพราะสำหรับเรา  ญี่ปุ่น=โตเกียว ..เท่านั้น!
เลยออกมาเป็นทริปไปกับทัวร์ แล้วอยู่เที่ยวเองที่โตเกียวต่อ!

เป็นทัวร์ทั่วไป ที่พาเที่ยวแถบคันโต(ภาคตะวันออกของญี่ปุ่น)รวมถึงจังหวัดโตเกียว
ซึ่งก็ดีเหมือนกันจะได้เที่ยวจังหวัดอื่นด้วย(เพราะยังไงก็อยากไปอุทยานฮาโกเน่ ที่มีภูเขาไฟฟูจิ) ถ้าไปกันเองมีหวังมัวเมาอยู่แต่ในโตเกียว 555

 


 

วันแรกที่ญี่ปุ่นขอเรียกว่าเป็นวันแห่งวัด เพราะไปตั้ง 3 วัดแน่ะ

ตอนเช้ามาถึงสนามบินคันไซ .. ที่สร้างจากการถมขยะกลางทะเล  มีรันเวย์อยู่ติดทะเล (ตอน landing เหมือนกับจะลงจอดบนทะเลเลยล่ะ)
ตอนเห็นภาพแผ่นดินและผืนทะเลจากหน้าต่างเครื่องบิน.. ยังไม่อยากเชื่อเลยว่า นี่คือญี่ปุ่นแล้ว ดูจากด้านบนก็เป็นเกาะและต้นไม้ธรรมดาๆ (แต่ประเทศไทยไม่มีเกาะหน้าตาแบบนี้นี่นะ ใช่มั้ยๆๆ เราไม่ได้นั่งเครื่องบินอยู่กะที่ 4 ชม.หรอกนะ)
จนกระทั่งเห็นซากุระต้นแรกสีชมพูอ่อนกลมๆแซมอยู่ในหมู่ต้นไม้ตามภูเขา! (ที่นี่ญี่ปุ่นจริงๆด้วย .. ญี่ปุ่นแน่ๆเลย)
ถัดจากป่าแล้ว เป็นแถบที่พักอาศัย แต่ละเกาะดูเหลี่ยมๆไปหมด และมีเส้นตรงพาดไปพาดมาระหว่างกัน .. ก็คงจะเป็นเกาะและถนนที่สร้างจากขยะอีกละมั้งถึงเหลี่ยมได้ขนาดนี้

ก่อนจะดีใจได้ว่ามาถึงญี่ปุ่นแล้ว ต้องรอลุ้นให้ผ่านตม.(ตรวจคนเข้าเมือง)ก่อน
ตอนนี้ยังอยู่ในอาคารเลยไม่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ตปท. แต่ดูหน้าพนักงานรอบๆแล้วเหมือนอยู่ตปท.ดี (พนักงานชายญี่ปุ่นนี่ดูดีแฮะ แหะๆ .. มีคนนึงเหมือนคาราซึมะคุง จาก school rumble เลย)

แล้วก็ออกมาขึ้นรถบัสที่จะไม่ได้แวะจอดในโอซาก้าอีกเลย
มุ่งหน้าทำเวลาตามตารางกันลูกเดียว

โอซาก้าที่เห็นเป็นเมืองอุตสาหกรรมสะอาดๆ
ชอบท่อใหญ่ๆดูสนิมๆมีควันพวยพุ่ง.. ดูเหมือนฉากใน steamboy ดี
เมืองนี้ค่าครองชีพสูงรองจากโตเกียวเลยนะ  

นั่งรถผ่านปราสาทโอซาก้า! (สถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่เราอยากเห็น เพราะสมัยเด็กเคยกระโดดขึ้นลงบ่อยๆตอนเล่นเกมนินจา  แต่ไม่มีในทัวร์!) 
..แต่ก็ผ่านแบบไม่ไกลมากหรอกนะ T_T
หลังคาสีเขียวอ่อนแปร๋นมาก.. เพิ่งทาใหม่รึเปล่าเนี่ย?

 หลับไปสักพักก็มาถึง เมืองนารา อันเงียบสงบ
..ถึงสถานที่แรกตามตารางทัวร์

 ——————————————————————————–

วัดโทไดจิ

มีอาคารไม้หลังใหญ่ที่สุดในโลก ประดิษฐานพระพุทธรูปไดบุทสึ
เห็นจากรูปทีแรกแล้วดูธรรมดา แต่ของจริงใหญ่โตดูขลัง สวยงามมาก

 

 

 

จุดเด่นของวัดนี้คือฝูงกวาง
ตลกมากตอนนั่งหาทัวร์
แต่ละทัวร์จะบอกปริมาณกวางในบริเวณวัดไม่เท่ากัน
– ฝูงกวางกว่าพันตัว ..
– ฝูงกวางกว่าร้อยตัว ..
– ฝูงกวางกว่าหมื่นตัว … เวอร์ไปมั้ยอะ!
ส่วนทัวร์ที่เราไปบอกว่ามีกว่าร้อยตัว

ถามว่าแล้วจริงๆมีกี่ตัว ..
เห็นอยู่ไม่กี่สิบตัวเอง แต่กวางไม่ได้มีอยู่แค่ในบริเวณวัดนะ ยังมีเพ่นพ่านอยู่บริเวณรอบๆด้วย ซึ่งเราไม่ได้ไปเดิน

กวางที่นี่จะดูเป็นกวางเรื้อนไปหน่อย ขนจะดูแข็งๆร่วงเป็นหย่อมๆ เขาก็กุด
.. แต่ก็ยังน่ารักดีนะ

 

                                                            กวางในอิริยาบถต่างๆ

 

วัดที่มีสัตว์ก็ต้องคู่กับการทำบุญด้วยการซื้ออาหารเลี้ยงสัตว์
ที่นี่มีขนมเซมเบ้ขายไว้เลี้ยงกวาง อารมณ์ขนมปังเลี้ยงปลาบ้านเรา (แต่ปลามันรีบพุ่งไปจวกตั้งแต่ยังไม่ซื้อแบบนี้ไม่ได้หรอก -_-")
ส่วนเราไม่ได้เลี้ยง  ถ้าซื้อขนมแพงขนาดนี้(ประมาณ 1000 เยน)  กินซะเองดีกว่า!

            ถ้ากวางมีเขาคงกระซวกแย่งเอาเซมเบ้มากินทีเดียวหมดแล้ว

 

 

                                 มันเผาร้อนๆ..สำหรับคน

 

 

 

                                                               ภาพวิหารใหญ่ มองจากด้านหน้า

 

ภายในวิหารใหญ่ยังมี..

– มีจัดแสดงงานแกะสลักไม้ไว้รอบๆ พระประธาน

– มีคนต่อแถวยาวมาก เพื่อลอดรูที่พื้นเสาต้นหนึ่ง เชื่อกันว่าถ้าลอดสำเร็จคำอธิษฐานจะเป็นจริง
ว่ากันว่าขลังถึงขนาด  มีผู้ชายตัวใหญ่ลอดผ่านได้และผู้หญิงลอดผ่านไม่ได้มาแล้ว
แต่ตามประสบการณ์ไกด์.. สำหรับเด็กญี่ปุ่นดูอาจจะเป็นเรื่องโจ๊กที่เพื่อนกระโปรงเปิดหรือไว้แกล้งเปิดกระโปรงเพื่อนได้ด้วยนะ -_-“

– มีร้านขายของที่ระลึก
ตามสถานที่ท่องเที่ยวของญี่ปุ่น นิยมนำสัญลักษณ์มาทำเป็นของที่ระลึกขาย
ของที่นี่เป็นตุ๊กตากวาง

                                 หน้าแบบนี้นี่คือกวางนะ

 

 

 ที่จริงของขายส่วนใหญ่เป็นเครื่องราง ฯลฯ .. แต่เราสนใจแต่พวกนี้ (รีบแอบถ่ายต่อหน้าคนขายเลยเบลอ -_-)

 

 

 

รูปประตูด้านทิศใต้ .. มีคนเดินตัดหน้าตอนถ่าย แต่ไม่เป็นไรให้อภัยเพราะหน้าตาดี 55

 

 

 


                                             ซากุระบานอยู่ต้นหนึ่ง เป็นดาราของวันนี้

 

 

——————————————————————————–
เกียวโต

เข้าสู่เขตเมืองเก่าแก่ของญี่ปุ่น
ฝ่ารถติดเพื่อไปชมมรดกโลก 2 แห่งในเกียวโต
มีสถานที่ทางประวัติศาสตร์อยู่หลังกำแพงโผล่ให้เห็นแต่หลังคา และบ้านแบบญี่ปุ่นโบราณเป็นระยะๆ

วันที่ไปเป็นวันอาทิตย์พอดี ประกอบกับรัฐบาลญี่ปุ่นมีนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจเลยลดค่าทางด่วน(ลดเยอะจัดประมาณสิบกว่าเท่า) คนญี่ปุ่นเองจึงมาเที่ยวเยอะมากกก
แต่มีหรือจะสู้รถติดของไทยได้
แล้วก็มาถึงมรดกโลกแห่งแรกของทริปนี้

 

ปราสาทคินคาคุจิ (ปราสาททอง)

ปราสาทสีทองกับสระน้ำที่เค้าว่าใสและนิ่งสะท้อนภาพเหมือนกระจกเงาเห็นเป็นปราสาทสองหลัง

 

จำรายละเอียดที่ไกด์อธิบายไม่ได้แล้ว รู้สึกว่าจริงๆจะไม่เกี่ยวกับอิคิวซังอย่างที่ว่ากัน (แต่เป็นแผนการตลาด?)
และทองที่ว่าคือทองคำเปลว(จะเหมือนของประเทศไทยมั้ยนะ?) แถมเคยโดนเผาไปแล้วครั้งหนึ่ง ที่เห็นนี่ซ่อมใหม่
(อืม ดูเหมือนเราจะไม่ค่อยได้สนใจฟังไกด์เลยนะเนี่ย ..ว่าแต่เราจะกลับไปซื้อช็อกโกแลตนุ่มที่เดินผ่านมาเมื่อกี๊ดีมั้ยนะ อร่อยดี แต่ตั้ง 1,000 เยนแน่ะ จะมีเจ้าอื่นอีกมั้ยอะ  จะเดินวนกลับไปเจอเจ้านี้อีกมั้ยหว่า)
และรู้สึกจะมีปราสาทเงินที่อื่นด้วย แต่ก็โดนเผาไปไม่เหลือแล้ว
(ปราสาททองแดงนี่มีรึเปล่าไม่ได้ฟัง 55)

เดินวนๆรอบสถานที่ตามคนอื่นไปเรื่อยๆอย่างมึนงง ไม่ได้ยืนละเลียดชม เพราะคนข้างหลังรอถ่ายรูปเต็มไปหมด
ตอนที่ถ่ายรูปมีลมพัด น้ำเลยไม่นิ่งเท่าไหร่

 


วัดคิโยมิสึ หรือวัดน้ำใส

รถบัสไต่ขึ้นเขาอย่างรถติดและทางแคบมากกก (แต่ก็เลยเห็นเกอิชาหรือไมโกะเนี่ยแหละ เห็นไม่ชัด ยืนอยู่ในร้านอะไรซักร้านนึงด้วยล่ะ)
จากที่จอดรถ ต้องเดินผ่านถนนสายกาน้ำชาขึ้นไปก่อนถึงจะเจอวัด
ถนนที่มีร้านค้ายั่วยวนตลอดสองข้างทาง
ไกด์ย้ำประมาณสิบรอบว่า ห้ามมมมมมมมมม.. แตกแถวแวะซื้อของก่อนขึ้นถึงวัดเด็ดขาด

วันนี้เป็นวัดเก่าแก่กว่าพันปี ตั้งอยู่บนภูเขา รอบหุบเหว
เค้าว่าเป็นความมหัศจรรย์ที่คนสมัยก่อนสามารถสร้างระเบียงไม้สูงๆรอบหุบเหว แล้วก็สร้างวัดอยู่บนนั้นได้
ระเบียงไม้นี้ไม่ได้ใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียว เขาสร้างโดยใช้วิธีเข้าลิ่ม (ประโยคแบบนี้คุ้นมาก การจะมหัศจรรย์ได้นี่ต้องห้ามใช้ตะปูสินะ)
สมัยก่อนมีประเพณีความเชื่อว่าถ้าใครกระโดดจากระเบียงนี้แล้วรอดตายคำอธิษฐานจะเป็นจริง แล้วก็ดันมีคนสมัยก่อนไปกระโดดกันจริงๆ
ตามสถิติจริง มีคนรอดตั้ง 80 กว่า % (สันนิษฐานว่าเพราะข้างล่างเป็นแปลงผักนุ่มๆ) แต่ก็แปลว่ามีคนตายอยู่ดี ต่อมาเลยมีกฎห้าม

ในบริเวณวัดยังมี สายน้ำศักดิ์สิทธิ์ 3 สาย ให้เลือกดื่มระหว่างการงาน, ความรัก, สุขภาพ ..
ถ้าโลภดื่มหมดจะไม่สมหวังซักอย่าง!

และยังมี.. ก้อนหินเสี่ยงทายรัก .. ถ้าเดินหลับตาจากหินก้อนแรกไปแตะหินอีกก้อนได้สำเร็จ  ความรักจะสมหวัง
(จริงๆวัดที่ญี่ปุ่นนี่ก็เหมือนสวนสนุกนะ มีอะไรให้ลองเล่นตั้งเยอะแน่ะ)

ทั้งหมดที่ว่ามานี่ไม่ได้เดินไปดูเลย (เพิ่งรู้ว่าตัวเองไปเดินบนระเบียงที่ไม่มีตะปูมา ก็หลังกลับมาอ่านเจอที่ไทยนี่แหละ)
ตอนเดินไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันว่าแต่ละที่ทำไมถึงได้เป็นมรดกโลก -_-“
ที่นี่ถึงกับได้เข้ารอบสุดท้ายเป็น 1 ใน 21 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่เชียวนะ!
ที่ที่เราเดินผ่านอย่างงงๆเนี่ยแหละ

 

ภาพนี้ถ่ายบนขอบระเบียงไม้ชื่อดัง.. ด้านหลังเป็นทิวทัศน์เมืองเกียวโต
หลังจากถ่ายรูปนี้เราโดนคู่คุณลุงคุณป้าญี่ปุ่นถอยมาชนหน้าคว่ำลงไปกอดเสาค้ำราวระเบียงอันเป็นมรดกโลกนี้มาแล้วนะ!
(คนเยอะขนาดเราล้มยังไม่มีคนเห็น)
พอแทรกหนีตายออกมาจากขอบระเบียงได้ ยังมาเจอคู่รักหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นขอให้ช่วยถ่ายรูปให้อีก (นี่ตูเสียค่าเครื่องบินมาไกลนะ!)

แล้วก็เดินงงกันต่อไปว่าตูอยู่ตรงไหนของวัดวะนี่
ซากุระรอบๆวัดยังไม่บาน..
วนกันไปเรื่อยๆกลับไปออกทางเดิมหน้าวัด..
ไปหายงงที่ถนนสายกาน้ำชา!

ช่างเป็นถนนที่น่ารักคึกคักเสียจริง เต็มไปด้วยร้านขายขนมของฝาก, ของที่ระลึกน่ารักๆ, ยูกาตะ และของกินมากมาย เช่น soft cream, โอเด้ง
ช่วงนี้เข้าหน้าซากุระ ขนมต่างๆก็จะทำไส้ซากุระเพิ่มด้วย
สนุกกับการเดินเนียนชิมขนม(อะไรสักอย่างจำชื่อไม่ได้ ทำจากแป้งคล้ายๆโมจิ แต่เป็นแผ่นแบนๆพับเป็นรูปสามเหลี่ยมเหมือนเกี๊ยวกรอบบ้านเรา) หลากรสตามร้านใหญ่ๆคนเยอะๆที่จะมีวางไว้ให้หยิบชิมได้เอง
ส่วนใหญ่เป็นไส้ถั่วแดง (แง)  แม้จะผสมเป็นไส้ซากุระก็เหมือนกินถั่วแดงกลิ่นซากุระอยู่ดี T-T
พวกเรามีเวลาเดินกันแค่ประมาณ 1 ชั่วโมง เนื่องจากวันนี้คนเยอะมาก ที่จอดรถมีจำกัด จึงมาจำกัดเวลาจอดรถแต่ละคันแทน

 

 

    อาคารอะไรไม่รู้ ดูภูฏานดี (จากในรูปพิสูจน์ว่าที่ญี่ปุ่นใส่ขาสั้นเข้าวัดได้)

 

 


 เขียนคำอธิษฐานลงบนแผ่นไม้แล้วเอาไปแขวน

 

 


        ถ้าได้คำทำนายว่าโชคดีก็เก็บกลับบ้าน ถ้าได้โชคร้ายก็ผูกไว้ที่วัด

 

 

ลืมถ่ายรูปถนนสายกาน้ำชา เพราะต้องรีบวิ่งกลับมาให้ทันรถ
แต่สุดท้ายกรุ๊ปเราก็มีคนมาสายอยู่ดี รถเลยไม่ได้ออกตามเวลา
คุณลงคนขับรถชาวญี่ปุ่นของพวกเรา เลยโดนคนขับรถทั้งฟลอร์ด่ายับเยิน
ไกด์เลยต้องฟังคุณลุงบ่นจนหูชาไปอีกประมาณ 2 ชม.จนถึงที่กินข้าว (พวกเราก็หูชาแต่เป็นแบบแปลไม่ออก .. ฟังออกแต่ ไฮยากุๆๆ ..พวกเอ็งรีบๆกันหน่อยสิฟะ)
เย็นนั้นเลยไปถึงที่กินสายไปด้วย ร้านเนื้อย่างเอาที่ที่จองไว้ให้ลูกค้าคนอื่นนั่งกินไปหมดแล้ว
เลยต้องไปยืนหนาวอยู่หน้าร้านพักใหญ่ (แหม.. โอกาสยืนแกร่วหนาวที่ต่างประเทศหาไม่ได้ง่ายๆนะเนี่ย)

กว่าจะกลับถึงโรงแรมก็เมื่อยมาก.. แต่ก็ขอเข้าคอมบินิ (ร้านสะดวกซื้อ) เป็นครั้งแรกก่อน
คอมบินิญี่ปุ่นนี่ถึงกับมีดีวีดี moomin ขาย!

 

เรื่องก่อนหน้า
เรื่องต่อไป
ใส่ความเห็น

1 ความเห็น

  1. ขอตอนสองด่วน

    ตอบกลับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: